GUIDE · คู่มือ

โรคครูป (Croup): ไอเสียงเห่ากลางดึก — แยกระดับ ดูแล และเมื่อไหร่ต้องไป รพ.

โรคครูป (Croup): ไอเสียงเห่ากลางดึก — แยกระดับ ดูแล และเมื่อไหร่ต้องไป รพ.

โรคครูปฟังดูน่ากลัว แต่ส่วนใหญ่ไม่อันตราย หน้าที่ของพ่อแม่ตอนตี 2 คือ ทำให้ลูกสงบ แล้ว ดูการหายใจ — ไม่ใช่ดูที่เสียงไอ

ลูกหลับไปพร้อมน้ำมูกใส ๆ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาคุณตื่นเพราะเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน — เสียงไอที่หยาบ ๆ คล้าย เสียงสุนัขเห่า หรือ เสียงห่าน ตามด้วยเสียงดัง "ฮื้อ ๆ" ตอนหายใจเข้า เสียงของลูกเปลี่ยนไป แหบจนแทบไม่มีเสียง ลูกหน้าตาตกใจ — และ คุณก็ตกใจ

นี่คือ โรคครูป (Croup) — การอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนจากเชื้อไวรัส เสียงน่ากลัวก็จริง แต่ส่วนใหญ่ใน เด็กแข็งแรงทั่วไป อาการ ไม่รุนแรงและหายเองได้ มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องไป รพ. บทความนี้อ้างอิงจาก AAP HealthyChildren [1], NHS [2], AAFP [3], แนวปฏิบัติของ Royal Children's Hospital Melbourne [4] และ Patient.info clinical reference [5] เพื่อสอนให้พ่อแม่ แยกระดับความรุนแรง และรู้ว่า อะไรช่วยจริง อะไรแค่ฟังดูเหมือนจะช่วย

ข้อสำคัญที่ต้องเคลียร์ก่อน — "คอตีบ" ≠ "Croup"

ถ้าคุณกูเกิ้ลคำว่า "คอตีบ croup" มาเจอบทความนี้ — คุณไม่ใช่คนแรกที่สับสนกับชื่อ เพราะ สองคำนี้คือคนละโรค:

  • โรคคอตีบ (Diphtheria) — เกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae ป้องกันได้ด้วย วัคซีน DTP ตามตารางวัคซีนพื้นฐานของไทย (EPI) ทำให้เกิดเยื่อหนาในลำคอ อันตรายถึงชีวิตได้ แต่ ปัจจุบันพบน้อยมากในไทย เพราะวัคซีน DTP ครอบคลุมเด็กไทยทุกคน
  • Croup (ภาษาอังกฤษ) — เกิดจาก เชื้อไวรัส อักเสบที่กล่องเสียงและหลอดลม — คือโรคที่บทความนี้พูดถึง ภาษาแพทย์ไทยเรียกว่า ครู้ป, โรคครูป, หรือ กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ (laryngotracheitis)

ที่ชื่อพ้องกันเพราะตำราเก่าเคยใช้คำว่า "croup" อธิบายอาการไอเห่า ๆ ของคอตีบด้วย — แต่ โรคครูปยุคใหม่เกือบทั้งหมดเกิดจากไวรัส ถ้าลูกได้รับวัคซีน DTP ครบตามตาราง (ดูเพิ่ม ตารางวัคซีนไทย) สิ่งที่ปลุกคุณตื่นตอนตี 2 ด้วยไอเสียงเห่า แทบไม่มีทางเป็นคอตีบ มันคือญาติฝั่งไวรัสที่ไม่รุนแรงเท่า — และส่วนที่เหลือของบทความนี้ก็พูดถึงโรคนี้

โรคครูปคืออะไร

โรคครูป ชื่อทางการคือ กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ (laryngotracheobronchitis) — เกิดจากการอักเสบของ กล่องเสียง (larynx) และ หลอดลมใหญ่ (trachea) [1] อาการบวมทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนแคบลง ตรงใต้กล่องเสียงพอดี — และนี่คือสาเหตุของเสียงสำคัญ 2 อย่าง:

  • ไอเสียงเห่า — ทางเดินหายใจที่แคบทำให้ไอธรรมดาออกมาเป็นเสียงหยาบ ๆ คล้ายสุนัขเห่าหรือห่านร้อง
  • เสียงหายใจดังตอนหายใจเข้า (stridor) — เสียงสูง คล้ายเสียง "ฮื้อ" หรือผิวปาก เกิดจากอากาศที่ถูกบีบผ่านช่องแคบ

ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza virus) ชนิด 1–3 คือสาเหตุของ ประมาณ 75% ของผู้ป่วย [3][5] ที่เหลือเกิดจาก ไข้หวัดใหญ่ (influenza), RSV, อะดีโนไวรัส, และไรโนไวรัส — เป็นไวรัสกลุ่มเดียวกับที่ทำให้เกิด หวัดธรรมดา และ RSV/หลอดลมฝอยอักเสบ

เป็นในใคร: ส่วนใหญ่เด็กอายุ 6 เดือน – 3 ปี บางครั้งพบในเด็ก 4–6 ปี [1][5] พบน้อยมาก ในทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน และไม่ค่อยพบหลังอายุ 6 ปี เด็กผู้ชายเป็นบ่อยกว่าเล็กน้อย

ฤดูระบาดในไทย: เช่นเดียวกับไวรัสในตระกูลเดียวกัน โรคครูปพีคในช่วง ตุลาคม–มีนาคม ฤดูเย็น ช่วงเดียวกับ RSV และพาราอินฟลูเอนซา [3]

ทำไมเป็นกลางคืน: ทางเดินหายใจมีแนวโน้ม บวมและแคบลงเมื่อเด็กนอนราบ หลับลึก ไม่ได้กลืน อาการคลาสสิกเริ่ม/แย่ลงในช่วง ตี 1 ถึงตี 3 และดีขึ้นในตอนกลางวัน พ่อแม่หลายคนเล่าว่าลูก "เข้านอนปกติเลย ตื่นมาอีก 2 ชั่วโมงเสียงน่ากลัวขนาดนี้"

อาการ 3 อย่างที่จำได้ทันที — ไอเสียงเห่า + stridor + เสียงแหบ

อาการที่ทำให้พ่อแม่ จำได้ทันทีตั้งแต่ครั้งที่ 2 คือ เสียง

  • ไอเสียงเห่า / เสียงห่าน — พ่อแม่ไทยบรรยายว่า ไอเสียงห่าน, ไอเสียงสุนัขเห่า, ไอบ๊อก ๆ, หรือ ไอเสียงเห่า ๆ ก้อง ๆ
  • stridor (เสียงหายใจดังตอนหายใจเข้า) — เสียงสูง หยาบ ๆ ตอนหายใจ เข้าไม่ใช่ เสียงหวีดของ RSV/หอบหืดที่อยู่ตอนหายใจ ออก
  • เสียงแหบ ร้องไห้ไม่มีเสียง — กล่องเสียงอักเสบกระทบสายเสียง
  • ไข้ต่ำ ๆ (38–38.5°C) และ น้ำมูกใส 1–2 วันก่อน ที่อาการไอเริ่ม

อาการไอเสียงเห่ามักหนักที่สุด คืนที่ 2 และคืนที่ 3 [5] ดีขึ้นตอนกลางวัน อาการรวมทั้งหมดหายภายใน 3–7 วัน [3] อาจมีไอแห้ง ๆ ลากต่ออีก 1–2 สัปดาห์

ทักษะที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่ แยกออกว่านี่เป็นครูป (จำเสียงไอครั้งเดียวก็พอ) — แต่คือทักษะ แยกระดับความรุนแรง ว่าอาการที่อยู่ตรงหน้าคุณตอนนี้ น้อย กลาง หรือรุนแรง

แยกระดับ — น้อย กลาง รุนแรง ฉุกเฉิน

แนวทางของ Royal Children's Hospital Melbourne [4] ใช้ได้จริงในบ้าน ไม่ต้องใช้เครื่องมือ

ระดับน้อย — กรณีที่พบมากที่สุด

  • ไอเสียงเห่าเป็นพัก ๆ
  • ไม่มี stridor ตอนสงบ — มีเฉพาะตอนร้องไห้หรืออารมณ์เสีย
  • ไม่มี หน้าอกบุ๋ม (retractions)
  • ตอนไม่ไอ ลูกเล่นได้ ตอบสนองปกติ
  • ดื่มน้ำ/นมได้ กล่อมหลับได้

ดูแลที่บ้านได้ ครูปในเด็กแข็งแรงส่วนใหญ่อยู่ในระดับนี้

ระดับกลาง — โทรหากุมารแพทย์

  • ไอเสียงเห่าบ่อยขึ้น
  • มี stridor ตอนสงบ ไม่ได้ร้องไห้ก็ยังได้ยินเสียง
  • หน้าอกบุ๋ม เล็กน้อย (ผิวยุบลงระหว่างซี่โครงตอนหายใจเข้า)
  • งอแง กระสับกระส่าย แต่ยังไม่หมดแรง
  • กินน้อยลงแต่ยังกินได้

ต้องพบกุมารแพทย์ในวันเดียวกัน — แพทย์ฉีด ยาสเตียรอยด์ขนาดเดียว มักทำให้อาการดีขึ้นเร็วและนุ่มขึ้นมาก

ระดับรุนแรง — โทร 1669 ทันที

  • มี stridor ตอนสงบ + หน้าอกบุ๋มชัดเจน
  • ออกแรงหายใจชัดเจน ทุกลมหายใจดูเหนื่อย
  • หน้าซีด อาจกระสับกระส่ายมาก หรือ เริ่มซึม
  • พูดหรือร้องไห้ไม่ออกเพราะหายใจไม่ทัน
  • ไม่ยอมกินน้ำ

ระดับอันตรายถึงชีวิต — โทร 1669 เดี๋ยวนี้

  • ผิว/ริมฝีปาก/ลิ้น/ปลายนิ้ว เขียว เทา ม่วง (cyanosis)
  • ซึม สับสน ตัวอ่อน ปลุกไม่ค่อยตื่น
  • หยุดหายใจเป็นพัก ๆ (apnea)
  • ไอไม่ออก เพราะทางเดินหายใจกำลังตีบ

2 วิธีตรวจที่พ่อแม่ทำได้ในห้องนอน

  1. "ลองกล่อมให้สงบ" — อุ้มลูกขึ้นมาบนไหล่ ปลอบจนหยุดร้องไห้ ถ้าเสียง stridor หายไป เมื่อลูกสงบ — แปลว่า ระดับน้อยถึงกลาง ถ้าเสียง stridor ยังอยู่ แม้สงบแล้ว — แปลว่า ระดับกลางขึ้นไป
  2. "เปิดเสื้อ ดูจากด้านข้าง" — เปิดเสื้อลูก มองจากด้านข้าง ทุกครั้งที่หายใจเข้า ผิวยุบลงระหว่างซี่โครง ใต้ขอบซี่โครง หรือเหนือไหปลาร้าไหม ถ้ามี = หน้าอกบุ๋ม = ทางเดินหายใจแคบจนกระบังลมต้องทำงานหนัก

2 การตรวจนี้ในเวลา 60 วินาที แยกได้เกือบทุกเคสว่า "ดูแลในห้องนอนได้" หรือ "ต้องหาหมอเดี๋ยวนี้"

ที่บ้านทำอะไรได้ — และอะไรที่ "เคยทำกัน" แต่ไม่แนะนำแล้ว

ส่วนนี้คือจุดที่ หลักฐานทางการแพทย์สมัยใหม่ไม่ตรงกับคำแนะนำของคุณยาย — คำตอบที่ตรงไปตรงมา: สำหรับครูประดับน้อย สิ่งสำคัญที่สุดคือทำให้ลูกสงบ ที่เหลือคือเสริม

สิ่งที่ช่วยได้จริง

  • ทำให้ลูกสงบ — การร้องไห้ทำให้ stridor แย่ลงเป็นวงจร: ยิ่งร้อง → ยิ่งหายใจลำบาก → ยิ่ง stridor → ยิ่งตกใจ → ยิ่งร้อง อุ้มลูกขึ้นไหล่ อ่านนิทาน ร้องเพลงเบา ๆ เปิดวิดีโอเงียบ ๆ ดูด้วยกัน เป้าหมายคือ ตัดวงจรร้อง-เหนื่อย-ร้อง
  • อุ้มในท่านั่ง / ตั้งตัว — อุ้มลูกบนไหล่ ตั้งตัวบนตักของคุณ หรือนั่งพิงหมอน (ตามคำแนะนำ การนอนปลอดภัย สำหรับวัย) ลดการตีบของทางเดินหายใจเมื่อเทียบกับการนอนราบ
  • จิบน้ำทีละน้อย — กันลูกขาดน้ำ และเบนความสนใจจากการหายใจ
  • ยาลดไข้ ถ้ามีไข้ — พาราเซตามอลหรือ Ibuprofen — ปรึกษากุมารแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องขนาดที่เหมาะกับน้ำหนักลูก (เราจงใจไม่ระบุขนาดยา)
  • อยู่ใกล้ ๆ — อย่าทิ้งลูกไอ ๆ ไว้คนเดียวในห้องมืดปิดประตู การที่พ่อแม่อยู่ใกล้ลดความตื่นกลัวของทั้งลูกและตัวคุณเอง

จุดที่หลักฐานปนกัน — และคำแนะนำเก่าที่ "ผิดจริง"

ความเชื่อ #1 เรื่องครูปคือ "ไอน้ำช่วย" เป็นคำแนะนำที่คุณยายให้ทุกคน เว็บพ่อแม่ทุกแห่งคัดลอกต่อ และ หลักฐานทางการแพทย์ไม่สนับสนุน

  • NHS ระบุชัด: "Do not put your child in a steamy room or get them to inhale steam" — "อย่าพาลูกเข้าห้องที่มีไอน้ำหรือให้ลูกสูดดมไอน้ำ" [2] เหตุผล: ความเสี่ยง น้ำร้อนลวก จากกาต้มน้ำ ฝักบัวร้อน หรือก๊อกน้ำร้อนในมือพ่อแม่ที่ง่วงตอนตี 2 มี จริง ส่วนประโยชน์ พิสูจน์ไม่ได้
  • AAFP: อากาศที่มีความชื้น "ไม่ทำให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" [3]
  • Royal Children's Hospital Melbourne จัด humidified air รวมกับยาแก้ไอ และ heliox ว่า "ขาดหลักฐานว่ามีประโยชน์" [4]
  • AAP HealthyChildren ใช้ภาษาเบากว่า: พ่อแม่บางคนพบว่าความชื้นช่วยให้ลูกหายใจสบายขึ้น แต่ หลักฐานยังไม่พอจะแนะนำเป็นการรักษา [1]

เรื่องเดียวกันใช้กับ อากาศเย็นกลางแจ้ง — พ่อแม่ไทยและคุณยายหลายคนบอกว่าพาลูกไปริมระเบียงตอนกลางคืน อาการดีขึ้นทันที — เรื่องนี้พ่อแม่รายงานเยอะ และจริง แต่งานวิจัยเชิงควบคุมยังไม่พบว่าเปลี่ยนระยะเวลาของโรค มัน "ปลอดภัย" และ "ฟรี" และมัก ช่วยตัดวงจรตื่นกลัว — ถ้าอยากออกระเบียงห่มผ้าให้ลูก ทำได้เลย แค่อย่าเชื่อว่ามัน "รักษาครูป"

ถ้าอยากให้ความชื้นแบบไม่เสี่ยงลวก:

  • เครื่องทำความชื้นแบบไอเย็น (cool-mist humidifier) ในห้อง ทำความสะอาดสม่ำเสมอ — ปลอดภัย และอาจช่วยให้สบายขึ้นเล็กน้อย หลีกเลี่ยงเครื่องที่พ่นไอร้อนใกล้เด็กเล็ก
  • ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นบีบหมาด จ่ออยู่ใกล้ ๆ หน้า ทำได้
  • อย่า พาลูกใกล้กาต้มน้ำเดือด ฝักบัวที่เปิดน้ำร้อนเต็มที่ หรือน้ำเดือด — ความเสี่ยงลวกมากกว่าประโยชน์ที่ยังไม่แน่ชัด

สิ่งที่ "ไม่ช่วย" หรือ "เสี่ยงอันตราย" — อย่าทำ

  • ยาปฏิชีวนะ — ครูปเกิดจากไวรัส AAP: "Antibiotics ... are not helpful for treating croup because they are almost always caused by a virus" [1]
  • ยาแก้ไอที่ขายตามร้านยา (OTC) — AAP: "cough syrups are not useful and may do harm" — ยาแก้ไอ "ไม่ช่วย และอาจเป็นอันตราย" [1] ห้ามใช้เด็ดขาดในเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี (ดูเพิ่ม ลูกไอ)
  • ยาสเตียรอยด์ที่เหลือจากครั้งก่อน — ขนาดยาสเตียรอยด์สำหรับครูปต้องให้กุมารแพทย์ตัดสินตามระดับความรุนแรง ห้ามใช้ยาเดกซาเมทาโซน เพรดนิโซโลน หรือน้ำเชื่อมสเตียรอยด์ที่เหลือเอง โดยไม่ปรึกษากุมารแพทย์
  • ยาพ่นซัลบูทามอล (Salbutamol/Ventolin) ของหอบหืดที่เหลือ — ครูปไม่ใช่หอบหืด การตีบอยู่ เหนือ สายเสียง ไม่ใช่ที่หลอดลมเล็ก ยาขยายหลอดลม ไม่มีผล
  • Aspirin — ห้ามให้เด็กอายุน้อยกว่า 16 ปี เสี่ยง Reye syndrome
  • น้ำผึ้งในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี — น้ำผึ้งบรรเทาไอได้ในเด็กอายุเกิน 1 ปี แต่ ห้ามใต้ 12 เดือน เสี่ยง โรคโบทูลิซึมในทารก

แพทย์ทำอะไร — และทำไมจึงได้ผล

เมื่อพาลูกที่ครูประดับกลางขึ้นไปไปคลินิก/ER ทีมแพทย์มักทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:

  • ประเมินความรุนแรง — ดู stridor ตอนสงบ, หน้าอกบุ๋ม, ค่าออกซิเจนปลายนิ้ว (pulse oximetry), ระดับความกระสับกระส่าย/ซึม
  • ให้ยาสเตียรอยด์เด็กซาเมทาโซน (Dexamethasone) ขนาดเดียว ทางปากหรือฉีดเข้ากล้าม — AAFP: "A single dose of oral, intramuscular, or intravenous dexamethasone improves symptoms and reduces return visits" — "เดกซาเมทาโซนขนาดเดียวลดอาการและลดการกลับมา รพ.ซ้ำ" [3] ฤทธิ์สูงสุดที่ 6 ชั่วโมง ออกฤทธิ์ต่อเนื่อง 24–72 ชั่วโมง พอครอบคลุมคืนที่หนักที่สุด เราจงใจไม่ระบุขนาดยา — เป็นหน้าที่ของกุมารแพทย์ที่ตรวจลูกของคุณ
  • กรณีรุนแรง — พ่นยาอะดรีนาลีน (Nebulised adrenaline / epinephrine) ลดอาการบวมในไม่กี่นาที Royal Children's Hospital Melbourne: "A period of observation of 3 hours is required after nebulised adrenaline" — "ต้องสังเกตอาการอย่างน้อย 3 ชั่วโมงหลังพ่นยาอะดรีนาลีน" [4] เพราะอาการบวมอาจกลับมา (rebound) เมื่อยาหมดฤทธิ์
  • ให้ออกซิเจน ถ้าค่าออกซิเจนต่ำ
  • แอดมิตเข้า รพ. ถ้าอาการรุนแรงกลับมาหลังพ่นยาอะดรีนาลีน ถ้าบ้านห่างจาก รพ. หรือมีโรคประจำตัวร่วม

สิ่งที่แพทย์ "ไม่ทำ" สำหรับครูปไม่ซับซ้อน: ไม่สั่งยาปฏิชีวนะ ไม่สั่งยาแก้ไอ ไม่เอ็กซเรย์ปอดเป็นรูทีน ไม่เจาะเลือด — ครูปวินิจฉัยจากการตรวจร่างกายล้วน ๆ [3]

โรคอื่นที่คล้ายกัน — เมื่อ "ไม่ใช่แค่ครูป"

ไอเสียงเห่า ๆ กลางคืนส่วนใหญ่คือครูปจากไวรัส แต่กรณีพิเศษที่หายากต่อไปนี้ ต้องดูแลต่างกัน:

  • กล่องเสียงฝาปิดอักเสบ (Epiglottitis) — เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันพบน้อยมากเพราะ วัคซีน Hib ในตาราง EPI ไทย จุดที่แตกต่าง: ไข้สูง, ลูก นั่งโน้มตัวไปข้างหน้า น้ำลายไหล เพราะกลืนเจ็บ, ไม่มีไอเสียงเห่า, ดูป่วยหนักผิดปกติ → โทร 1669 ทันที ห้ามจับลูกนอนราบ ห้ามใช้ไม้กดลิ้นดูในคอ
  • สำลักสิ่งแปลกปลอม — เกิดทันที ไม่มี น้ำมูก/ไข้นำมาก่อน อาจมีเหตุการณ์สำลักที่เห็นชัด → ไป ER ทันที
  • หลอดลมใหญ่อักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial tracheitis) — พบน้อย ดูป่วยหนัก ไข้สูง เสมหะข้นเหนียวมาก ไม่ตอบสนองต่อการรักษาครูป → ER
  • ปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) — stridor เกิดทันทีหลังกินอาหาร โดนต่อยแมลง หรือยา มักมีผื่นลมพิษหรือหน้าบวม → ยาฉีด epinephrine auto-injector ถ้าหมอสั่งไว้ + 1669
  • หอบหืดเสียงหวีดตอนหายใจออก (ไม่ใช่ stridor ตอนเข้า) มักมีประวัติเป็นบ่อย

สัญญาณที่บอกว่าไม่ใช่ครูปธรรมดา: ไข้สูง + น้ำลายไหล + นั่งโน้มตัวไปข้างหน้า, stridor ทันทีโดยไม่มีน้ำมูก/ไข้นำ, หรือ stridor ไม่ลดลงเลยแม้กล่อมจนสงบ

เป็นซ้ำ — "ครูปซ้ำซ้อน (Spasmodic croup)" และครั้งต่อไป

ประมาณ 5% ของเด็ก เป็นครูปมากกว่า 1 ครั้ง [5] บางคนเป็นแบบที่เรียกว่า ครูปซ้ำซ้อน (spasmodic croup) — ไอเสียงเห่าตอนกลางดึกเกิดเฉียบพลัน ไม่มีไข้ ไม่มีหวัดนำ และเป็นซ้ำหลายครั้ง อาการมักหายเองในไม่กี่ชั่วโมง การดูแลเหมือนครูปไวรัสปกติ

เด็กส่วนใหญ่ หายขาดเมื่ออายุ 5–6 ปี เพราะกล่องเสียงโตขึ้น การบวมเล็กน้อยไม่ทำให้แคบจนหายใจไม่ทันอีก ถ้าลูกเป็นครูปมากกว่า 2–3 ครั้ง แจ้งกุมารแพทย์ในการตรวจครั้งถัดไป — บางคนอาจมีกล่องเสียงตีบโครงสร้าง (subglottic stenosis) ที่ควรปรึกษา ENT

บริบทไทย — โทรไปที่ไหน

เลือกเบอร์ตามระดับอาการ:

  • 1669 (ฉุกเฉินทั่วประเทศ) — โทรเมื่อ: stridor ตอนสงบ + หน้าอกบุ๋ม, ริมฝีปาก/ลิ้น/ปลายนิ้วเขียว/ม่วง, ลูกพูด/ร้องไม่ออก, ซึม ปลุกไม่ตื่น, หยุดหายใจเป็นพัก ๆ, เกิดเฉียบพลัน + ไข้สูง + น้ำลายไหล (สงสัย epiglottitis)
  • 1554 (ศูนย์เอราวัณ — กรุงเทพฯ) — สายปรึกษารถพยาบาล เหมาะกับตอนที่ยังไม่แน่ใจว่าอาการถึงขั้นเรียก 1669 หรือไม่
  • เบอร์กุมารแพทย์ประจำตัว นอกเวลา — สำหรับระดับกลาง (stridor ตอนสงบ ไม่มีหน้าอกบุ๋มมาก) เมื่ออยากปรึกษาก่อนตัดสินใจขับรถ
  • ER ของ รพ. ใกล้บ้าน — ระดับกลางขึ้นไปถ้าขับรถได้ปลอดภัย อุ้มลูกในคาร์ซีตท่าตั้งตัว อย่าจับนอนราบ

ความจริงในบ้านไทย: ครูปพีคกลางคืน และเวรกลางคืนในบ้านที่อยู่หลายรุ่นมักตกที่ปู่ย่าตายาย ถ้าปู่ย่าตายายช่วยดูเวรกลางคืน ให้สอน กฎ 2 การตรวจ (กล่อมลูกให้สงบแล้วฟัง stridor ; เปิดเสื้อดูหน้าอกบุ๋ม) และ เกณฑ์ปลุกพ่อแม่ — "ไอเสียงเห่าอย่างเดียว ไม่มี stridor ตอนสงบ กล่อมง่าย" ปู่ย่าดูได้ แต่ถ้ามากกว่านี้ ปลุกพ่อแม่ทันที

สรุป

  1. โรคครูปเกิดจากไวรัส — อักเสบที่กล่องเสียงและหลอดลม อาการ: ไอเสียงเห่า + stridor + เสียงแหบ + ไข้ต่ำ — หนักตอนกลางคืน [1][5]
  2. คอตีบในภาษาไทย = Diphtheria (แบคทีเรีย ป้องกันได้ด้วยวัคซีน DTP) — ไม่ใช่ ครูป ภาษาไทยทางการแพทย์เรียกครูปว่า ครู้ป หรือ กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ
  3. ระดับน้อย = ไม่มี stridor ตอนสงบ → ดูแลที่บ้าน ; ระดับกลาง = stridor ตอนสงบ + หน้าอกบุ๋มเล็กน้อย → กุมารแพทย์วันเดียวกัน ; ระดับรุนแรง = stridor + หน้าอกบุ๋มมาก + กระสับกระส่าย/ซึม หรือเขียวโทร 1669 ทันที [4]
  4. สิ่งสำคัญที่สุดที่บ้านคือทำให้ลูกสงบ — ร้องไห้ทำให้ stridor แย่ลงเป็นวงจร
  5. ไอน้ำไม่แนะนำ NHS: "อย่าพาลูกเข้าห้องที่มีไอน้ำหรือให้ลูกสูดดมไอน้ำ" [2] — เครื่องทำความชื้นแบบไอเย็นใช้ได้ ; อากาศเย็นนอกบ้านช่วยให้ลูกสบายขึ้นได้แต่ไม่เปลี่ยนระยะของโรค
  6. แพทย์ให้ยาสเตียรอยด์เด็กซาเมทาโซนขนาดเดียว สำหรับครูประดับกลางขึ้นไป ; พ่นยาอะดรีนาลีน สำหรับรุนแรง — ทั้งสองอย่างได้ผล แต่ ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่ง [3][4]
  7. อย่าให้: ยาปฏิชีวนะ (เป็นไวรัส), ยาแก้ไอ OTC (AAP บอกอาจเป็นอันตราย), สเตียรอยด์/ยาพ่นที่เหลือจากครั้งก่อนโดยไม่ปรึกษากุมารแพทย์, น้ำผึ้งในเด็กต่ำกว่า 1 ปี, Aspirin ในเด็กต่ำกว่า 16 ปี
  8. เฝ้าระวังโรคอื่น: ไข้สูง + น้ำลายไหล + นั่งโน้มตัวมาข้างหน้า = สงสัย กล่องเสียงฝาปิดอักเสบ (epiglottitis) (1669) ; stridor เฉียบพลันโดยไม่มีหวัดนำ = สงสัย สำลักสิ่งแปลกปลอม (ER)
  9. เด็กส่วนใหญ่หายขาดที่อายุ 5–6 ปี ; ครูปซ้ำซ้อนพบได้ และจัดการได้

เสียงไอเสียงเห่าเสียงดัง ลูกตกใจ คุณตกใจ — ความกลัวนี้สอดคล้องกับเสียง แต่ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงจริงในกรณีส่วนใหญ่ ทักษะของบทความนี้คือแยกว่าไอตอนตี 2 ครั้งไหนอยู่ที่ห้องนอนได้ และครั้งไหนต้องไป ER — อ่านครั้งเดียวตอนนี้ในเวลาที่ทุกคนสบายดี เพื่อจะ ไม่ต้อง อ่านเป็นครั้งแรกตอนตี 2:14น.

แหล่งอ้างอิง

  1. AAP HealthyChildren — Croup in Young Children: อักเสบของกล่องเสียงและหลอดลม ไอเสียงเห่า stridor ในเด็กอายุ 3 เดือน – 5 ปี ; แพทย์ให้สเตียรอยด์และยาพ่น epinephrine ตามระดับความรุนแรง ; ยาปฏิชีวนะ 'ไม่ช่วย' เพราะเป็นไวรัส ; ยาแก้ไอ 'ไม่เกิดประโยชน์และอาจเป็นอันตราย'
  2. NHS — Croup: ไอเสียงเห่า 'คล้ายเสียงสุนัขเห่า/เสียงห่าน' เสียงแหบ หายใจมีเสียง stridor หนักตอนกลางคืน ; 'อย่าพาลูกเข้าห้องที่มีไอน้ำหรือให้ลูกสูดดมไอน้ำ' ; เกณฑ์ 999 — หายใจลำบาก ผิวเขียว/เทา ซึม น้ำลายไหลและกลืนลำบาก ; ส่วนใหญ่หายเองใน 48 ชั่วโมง
  3. AAFP — Croup: Diagnosis and Management: ไวรัส parainfluenza ทำให้เกิด 75% ของผู้ป่วย ; อายุ 6 เดือน – 3 ปี ; วินิจฉัยจากการตรวจร่างกาย (เจาะเลือดไม่ค่อยจำเป็น) ; 'dexamethasone ขนาดเดียวลดอาการและลดการกลับมา รพ.ซ้ำ' ; พ่นยาอะดรีนาลีนสำหรับระดับกลาง-รุนแรง ; ไม่พบว่าอากาศที่มีความชื้นช่วยอย่างมีนัยสำคัญ
  4. Royal Children's Hospital Melbourne — Croup (Laryngotracheobronchitis) Clinical Practice Guideline: แบ่ง 4 ระดับ (น้อย/กลาง/รุนแรง/อันตรายถึงชีวิต) ; dexamethasone เป็นยาแรก ; พ่น adrenaline สำหรับระดับกลางที่ไม่ตอบสนองและระดับรุนแรงทุกราย ; 'ต้องสังเกตอาการ 3 ชั่วโมงหลังพ่น adrenaline' ; ยาปฏิชีวนะไม่มีบทบาท ; humidified air, ยาแก้ไอ, heliox ไม่มีหลักฐานว่าได้ประโยชน์
  5. Patient.info clinical reference — Croup (acute laryngotracheitis): parainfluenza ชนิด 1–3 ในกว่า 75% ; เด็กประมาณ 3% ต่อปีเป็นโรคนี้ ; รับเข้า รพ. มากสุดเดือนกันยายน–ธันวาคม ; อาการหนักสุดวันที่ 3–4 หายภายใน 3–7 วัน ; ระดับความรุนแรง ; เสียชีวิตน้อยมาก (~1 ใน 30,000 ราย)