ตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์: พัฒนาการลูกในท้อง เสียงหัวใจครั้งแรก และอาการที่ต้องรู้

ขนาดเท่าถั่วลันเตา — และหัวใจเพิ่งเริ่มต้น สัปดาห์ที่ 6 คือจุดที่ต้นกำเนิดแขนขาเริ่มก่อตัว และบางคนได้เห็นการเต้นของหัวใจครั้งแรกจากอัลตราซาวด์
ที่อายุครรภ์ 6 สัปดาห์ ตัวอ่อนมีความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร — ขนาดเท่าถั่วลันเตาเม็ดเล็ก ตามข้อมูลของ NHS [1] จากภายนอกแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ภายในครรภ์เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง: หัวใจกำลังก่อตัว ต้นกำเนิดแขนขากำลังแตกกิ่ง และระบบประสาทกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐาน
บทความนี้รวบรวมข้อมูลจาก NHS [1], ACOG [2][4], WHO [3], CDC [6] และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย [5]
ตัวเลขสำคัญ: สัปดาห์ที่ 6
| ขนาดตัวอ่อน | ~6 มม. — ขนาดเท่าถั่วลันเตา |
| เสียงหัวใจ | อาจตรวจพบด้วยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด แต่ไม่ใช่การตรวจปกติ |
| การฝากครรภ์ครั้งแรก | ตั้งเป้าไว้ที่สัปดาห์ที่ 8–12 |
| สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด | เริ่มกรดโฟลิกหากยังไม่ได้เริ่ม |
เกิดอะไรในครรภ์สัปดาห์ที่ 6
ตัวอ่อนในสัปดาห์นี้กำลังพัฒนาหลายส่วนพร้อมกัน [1]:
- หัวใจ — มีปุ่มที่มองเห็นได้ซึ่งจะกลายเป็นหัวใจ บางกรณีสามารถตรวจพบ เสียงหัวใจ ด้วยอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดได้แล้ว แต่ไม่ใช่การตรวจมาตรฐาน ยกเว้นกรณีทำเด็กหลอดแก้ว
- ต้นกำเนิดแขนขา — แขนและขาเริ่มก่อตัวเป็นตุ่มเล็กๆ ที่เรียกว่า limb buds
- รอยหู — มีรอยบุ๋มเล็กๆ บริเวณที่จะกลายเป็นหูชั้นนอก
- สมองและระบบประสาท — ท่อประสาทกำลังปิดตัว สมองพัฒนาอย่างรวดเร็ว
- ตับและระบบกระดูกกล้ามเนื้อ — เริ่มจัดระเบียบโครงสร้าง
- ถุงไข่แดง — ยังทำหน้าที่ส่งสารอาหารให้ตัวอ่อน ก่อนที่รกจะพัฒนาเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 9–10
- ถุงการตั้งครรภ์ — มองเห็นได้ชัดเจนในอัลตราซาวด์ ตัวอ่อนและถุงไข่แดงอยู่ภายใน
- ผิวหนัง — ตัวอ่อนถูกหุ้มด้วยชั้นผิวที่บางโปร่งแสง
อาการที่คุณแม่อาจพบในสัปดาห์ที่ 6
สัปดาห์ที่ 6 มักเป็นช่วงที่อาการตั้งครรภ์เริ่มรุนแรงขึ้น เพราะระดับฮอร์โมน hCG สูงถึงจุดที่ร่างกายรับรู้ได้ชัดเจน
อาการแพ้ท้อง
แม้จะเรียกว่า "Morning Sickness" แต่อาการคลื่นไส้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ตามข้อมูลของ ACOG [2] ผู้หญิงตั้งครรภ์ประมาณ 75% มีอาการคลื่นไส้ ในไตรมาสแรก ไม่ว่าจะมีอาเจียนหรือไม่ก็ตาม
สิ่งที่ควรทราบ:
- อาการเริ่มต้นราวสัปดาห์ที่ 5–6 และมักรุนแรงสุดในสัปดาห์ที่ 9
- ส่วนใหญ่ดีขึ้นในไตรมาสที่ 2
- กลิ่นอาหาร อาหารบางประเภท และท้องว่างเป็นตัวกระตุ้นที่พบบ่อย
อาการอื่นๆ ที่พบบ่อยในสัปดาห์ที่ 6
- เหนื่อยล้าผิดปกติ — ความเหนื่อยล้าลึกๆ จากระดับโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น
- เต้านมเจ็บคัดและบวม — ต่อมน้ำนมเริ่มเตรียมพร้อมตั้งแต่บัดนี้
- ปัสสาวะบ่อย — ฮอร์โมน hCG กระตุ้นให้ไตทำงานมากขึ้น
- รสชาติโลหะในปาก — อาการที่หลายคนรู้สึกในช่วงต้นการตั้งครรภ์
- ไวต่อกลิ่น — อาหารที่เคยชอบอาจทำให้คลื่นไส้ได้
- อารมณ์แปรปรวน — เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างรวดเร็ว
ไม่มีอาการใดเลยในสัปดาห์ที่ 6 ก็ถือว่าปกติ — ไม่ใช่สัญญาณว่ามีปัญหา
การดูแลตัวเองในสัปดาห์ที่ 6
กรดโฟลิก: เร่งด่วนที่สุด
หากยังไม่ได้เริ่มทาน ให้เริ่มทันที CDC [6] และ NHS [1] แนะนำอย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน โดยเริ่มก่อนตั้งครรภ์และต่อเนื่องจนอย่างน้อยสัปดาห์ที่ 12 กรดโฟลิกช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของท่อประสาท (ไขสันหลังพิการ, anencephaly) ซึ่งพัฒนาในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการตั้งครรภ์
ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องขนาดที่เหมาะสมสำหรับคุณ — บางกรณีต้องการปริมาณสูงกว่ามาตรฐาน
รับมือกับอาการแพ้ท้อง
ตามคำแนะนำของ ACOG Practice Bulletin No. 189 [4]:
- มื้ออาหารเล็กๆ บ่อยครั้ง — ป้องกันท้องว่างซึ่งทำให้อาการแย่ลง
- หลีกเลี่ยงกลิ่นที่กระตุ้น — ออกไปอยู่ในที่อากาศถ่ายเทเมื่อได้กลิ่นรุนแรง
- จิบน้ำระหว่างมื้อ — น้ำขิงหรือน้ำเปล่า ดีกว่าดื่มพร้อมอาหาร
- ขิง — มีหลักฐานทางคลินิกช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้
- วิตามิน B6 — อาจช่วยได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
- พักผ่อน — ความเหนื่อยล้าทำให้อาการแพ้ท้องแย่ลง
กรณีอาเจียนรุนแรงจนดื่มน้ำไม่ได้ ให้รีบพบแพทย์ ภาวะอาเจียนรุนแรงในการตั้งครรภ์ (Hyperemesis Gravidarum) พบในประมาณ 0.3–3% ของการตั้งครรภ์และต้องรักษาในโรงพยาบาล
โภชนาการที่สำคัญ
ตามแนวทางของ WHO [3]:
- กรดโฟลิก — อย่างน้อย 400 ไมโครกรัม/วัน (ดูด้านบน)
- เหล็ก — ป้องกันภาวะโลหิตจาง วิตามินก่อนคลอดมักครอบคลุมส่วนนี้
- อาหารหลากหลาย — ผัก ผลไม้ โปรตีน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
- น้ำ — อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำเพียงพอช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ด้วย
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- แอลกอฮอล์ — ไม่มีปริมาณที่ปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์
- เนื้อสัตว์และปลาดิบ/ไม่สุก — เสี่ยงต่อ Listeria และ Toxoplasma
- ปลาที่มีปรอทสูง — ปลาฉลาม ปลากระโทงดาบ ปลาทูน่าครีบเหลือง
- ชีสที่ไม่ผ่านพาสเจอร์ไรซ์ — เสี่ยงต่อ Listeria
- คาเฟอีน — จำกัดที่ < 200 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณกาแฟ 1 แก้ว)
- ตับและผลิตภัณฑ์จากตับ — มีวิตามิน A สูง อาจเป็นพิษต่อตัวอ่อนในปริมาณมาก
การฝากครรภ์: ควรเริ่มเมื่อไหร่
WHO [3] แนะนำให้ฝากครรภ์ครั้งแรกก่อน 12 สัปดาห์ ที่สัปดาห์ที่ 6 นั่นหมายความว่าคุณยังมีเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ในการนัดหมาย — อย่าปล่อยให้เลยไตรมาสแรก
สิ่งที่จะตรวจในการฝากครรภ์ครั้งแรก
- อัลตราซาวด์ — ยืนยันอายุครรภ์ จำนวนตัวอ่อน และตำแหน่งการตั้งครรภ์ (เพื่อตัดท้องนอกมดลูก) อาจเห็นเสียงหัวใจหากใช้อัลตราซาวด์ทางช่องคลอด
- ตรวจเลือด — หมู่เลือด Rh factor ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด น้ำตาลในเลือด
- คัดกรองโรคติดเชื้อ — HIV ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน
- ตรวจปัสสาวะ — โปรตีน น้ำตาล การติดเชื้อ
- ประเมินโภชนาการและ BMI
- ปรึกษาความเสี่ยง — ประวัติครอบครัว โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่
สิทธิการฝากครรภ์ในประเทศไทย
ผู้หญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทยมีสิทธิฝากครรภ์ฟรี [5]:
- สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง/30 บาท) ผ่าน สปสช.
- สิทธิประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตน
- สิทธิข้าราชการ สำหรับผู้รับราชการและครอบครัว
อย่ารอเก็บเงินก่อนถึงไปฝากครรภ์ — การฝากครรภ์เร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้มาก
เมื่อใดควรพบแพทย์ทันที
ติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการเหล่านี้:
- เลือดออกทางช่องคลอด มากกว่าจุดสีเลือดเล็กน้อย
- ปวดท้องรุนแรงด้านใดด้านหนึ่ง — อาจเป็นสัญญาณของท้องนอกมดลูก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์
- ปวดร้าวที่ปลายไหล่ โดยเฉพาะเมื่อมีปวดท้องหรือเลือดออกร่วมด้วย — อาจบ่งชี้ภาวะเลือดออกในช่องท้องจากท้องนอกมดลูก
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม ร่วมกับปวดท้องหรือเลือดออก — อาจเป็นสัญญาณการเสียเลือดภายใน
- อาเจียนรุนแรง จนดื่มน้ำหรือรับประทานอะไรไม่ได้เลย น้ำหนักลดเกิน 5% จากก่อนตั้งครรภ์ — อาจเป็น Hyperemesis Gravidarum
- ไข้สูงเกิน 38.5°C
- ปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่า หรือบวมผิดปกติ — อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะครรภ์เป็นพิษ
สัปดาห์ที่ 6 อยู่ในช่วงที่ความเสี่ยงการแท้งสูงที่สุด หากมีเลือดออกพร้อมกับปวดท้อง หรือมีเนื้อเยื่อออกมา ควรรีบพบแพทย์
สรุป
สัปดาห์ที่ 6 คือจุดที่โครงสร้างของตัวอ่อนเริ่มมองเห็นได้ และสำหรับคุณแม่หลายคน เป็นช่วงที่อาการตั้งครรภ์ไตรมาสแรกมาอย่างเต็มที่
สิ่งที่ควรทำในสัปดาห์นี้:
- เริ่มกรดโฟลิกทันที หากยังไม่ได้เริ่ม — อย่างน้อย 400 ไมโครกรัม/วัน ตาม CDC [6]
- รับมือกับอาการแพ้ท้อง ด้วยมื้อเล็กบ่อย น้ำขิง และพักผ่อน
- นัดฝากครรภ์ครั้งแรก เป้าหมายสัปดาห์ที่ 8–12 ตามแนวทาง WHO [3]
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ ปลาดิบ และปลาปรอทสูง ตลอดการตั้งครรภ์
- สังเกตสัญญาณอันตราย — เลือดออกพร้อมปวดท้อง อาเจียนรุนแรง ไข้สูง
หากอาการแพ้ท้องในสัปดาห์นี้รู้สึกยากเป็นพิเศษ ขอให้รู้ว่านี่เป็นเรื่องปกติ และมีทางช่วยได้ อย่าลังเลที่จะโทรหาแพทย์เมื่อกังวล
แหล่งอ้างอิง
- NHS — You and your baby at 6 weeks pregnant
- ACOG — Morning Sickness: Nausea and Vomiting of Pregnancy (Patient FAQ)
- WHO Recommendations on Antenatal Care for a Positive Pregnancy Experience (2016)
- ACOG Practice Bulletin No. 189: Nausea and Vomiting of Pregnancy
- ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย — การดูแลสตรีตั้งครรภ์ (Prenatal Care)
- CDC — About Folic Acid