PREGNANCY · ตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์: ใกล้คลอด เตรียมตัวสุดท้าย

ตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์: ใกล้คลอด เตรียมตัวสุดท้าย

เกือบถึงเส้นชัย แต่ยังไม่ใช่วันนี้ สัปดาห์ที่ 36 — ลูกใกล้พร้อม กระเป๋าคลอดควรพร้อม และคุณแม่ควรรู้ว่าสัญญาณไหน "รอได้" สัญญาณไหน "ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้"

ในสัปดาห์ที่ 36 ของการตั้งครรภ์ คุณแม่เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย เหลืออีกประมาณ 4 สัปดาห์ ก่อนถึงวันกำหนดคลอด (estimated due date) ทารกในครรภ์เกือบครบกำหนดแล้ว แต่ในทางการแพทย์ ทารกที่คลอดในสัปดาห์ที่ 36 ยังถือเป็น "late preterm" หรือคลอดก่อนกำหนดระยะปลาย ไม่ใช่ครบกำหนด (full term) ที่เริ่มต้นที่ 39 สัปดาห์ การประคองให้ทารกอยู่ในครรภ์อีก 1–3 สัปดาห์ จึงมีคุณค่าทุกวัน

บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) [1], ACOG [2], NHS [3], ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย [4] และ CDC [5] พร้อมแนวทางเตรียมตัวสุดท้ายก่อนวันคลอด

พัฒนาการลูกในครรภ์สัปดาห์ที่ 36

ในสัปดาห์นี้ทารกในครรภ์มีความยาวประมาณ 47 เซนติเมตร จากศีรษะถึงเท้า และน้ำหนักประมาณ 2.6 กิโลกรัม ขนาดใกล้เคียงผักกาดหอม 1 หัว

พัฒนาการสำคัญในสัปดาห์นี้:

  • ตำแหน่งทารก — ทารกส่วนใหญ่กลับเอาศีรษะลง (cephalic presentation) เตรียมพร้อมสำหรับการคลอดทางช่องคลอด
  • ปอด ยังพัฒนาต่อเนื่อง สาร surfactant ที่ช่วยให้ถุงลมไม่แฟบกำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สมบูรณ์เท่าทารกครบกำหนด
  • สมองและระบบประสาท ยังเติบโตเร็ว สมองของทารกในสัปดาห์ที่ 36 มีน้ำหนักเพียงประมาณ 2 ใน 3 ของที่ควรจะเป็นเมื่ออายุ 40 สัปดาห์
  • ผิวหนัง เรียบขึ้น ไขมันใต้ผิว (subcutaneous fat) สะสมมากขึ้น ทำให้แก้มเริ่มเต่งขึ้น
  • ไขเคลือบตัว (vernix caseosa) และ ขนอ่อน (lanugo) เริ่มลดลง บางส่วนถูกกลืนเข้าไปและจะกลายเป็นขี้เทา (meconium) อุจจาระแรกของทารก
  • น้ำคร่ำ เริ่มลดปริมาณลงตามธรรมชาติ ทารกจึงรู้สึกแน่นในครรภ์มากขึ้น

ทารกท่าก้น (Breech) — ยังพลิกได้ไหม

หากอัลตราซาวด์พบว่าทารกยังเอาก้นหรือเท้าลง (breech presentation) ในสัปดาห์ที่ 36 ACOG [2] ระบุว่ายังมีโอกาสพลิกกลับเองได้ แต่โอกาสจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อใกล้กำหนดคลอด แพทย์อาจพูดคุยถึงทางเลือก เช่น External Cephalic Version (ECV) ซึ่งเป็นการช่วยพลิกตัวทารก จากภายนอกหน้าท้อง โดยทำในโรงพยาบาลที่มีทีมพร้อมผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน

ทางเลือกขึ้นอยู่กับสภาพครรภ์ ปริมาณน้ำคร่ำ ตำแหน่งรก และดุลยพินิจของแพทย์ อย่าลองท่าพลิกตัวเองที่อ่านมาจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ปรึกษาแพทย์

อาการที่คุณแม่อาจพบในสัปดาห์ที่ 36

"Lightening" — ทารกเคลื่อนต่ำลงในอุ้งเชิงกราน

ในคุณแม่ตั้งครรภ์ครั้งแรกหลายคน ทารกจะเคลื่อนต่ำลงสู่อุ้งเชิงกราน (lightening หรือ engagement) ในช่วง 2–4 สัปดาห์ก่อนคลอด สิ่งที่คุณแม่อาจสังเกตได้:

  • รูปทรงท้องเปลี่ยน — ท้องดูต่ำลง พื้นที่ใต้ซี่โครงโล่งขึ้น หายใจสะดวกขึ้น เสียดท้องลดลง
  • รู้สึกหน่วงในอุ้งเชิงกราน — ถ่วงลงด้านล่าง บางคนรู้สึกเหมือนนั่งทับลูกบอล
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น — เพราะศีรษะทารกกดทับกระเพาะปัสสาวะ
  • เดินลำบากขึ้น เดินเหมือนเป็ด — ข้อต่อหัวหน่าวคลายตัวจากฮอร์โมน relaxin

ในคุณแม่ที่เคยคลอดมาแล้ว lightening อาจไม่เกิดจนกระทั่งใกล้คลอดจริง

Braxton-Hicks vs การเจ็บครรภ์จริง

การหดรัดตัวของมดลูกแบบ Braxton-Hicks (เจ็บเตือน) พบได้บ่อยขึ้นในสัปดาห์นี้ ตามคำอธิบายของ ACOG [2] วิธีแยกคร่าว ๆ:

ลักษณะBraxton-Hicksเจ็บครรภ์จริง
ความสม่ำเสมอไม่สม่ำเสมอ มาแล้วหายไปถี่ขึ้น แรงขึ้น สม่ำเสมอ
ความแรงคงที่หรืออ่อนลงแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เปลี่ยนท่าทาง / พักผ่อนมักหายไปไม่หายไป
ตำแหน่งที่ปวดส่วนใหญ่หน้าท้องปวดจากหลังร้าวลงมาด้านหน้า หรือทั่วท้อง

หากไม่แน่ใจว่าใช่ของจริงหรือไม่ ให้จับเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง — ถ้าหดรัดตัวสม่ำเสมอ ทุก 5 นาที นาน 1 นาที ติดต่อกัน 1 ชั่วโมง (กฎ 5-1-1) ให้ติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาล

อาการอื่น ๆ ที่พบบ่อย

  • ปวดหลังส่วนล่างและอุ้งเชิงกราน — น้ำหนักครรภ์และการคลายของข้อต่อ
  • ตะคริวที่น่อง โดยเฉพาะกลางคืน
  • บวมเล็กน้อยที่เท้าและข้อเท้า เป็นเรื่องปกติ ยกขาสูงและเปลี่ยนท่านั่งบ่อย ๆ ช่วยได้
  • นอนไม่หลับ จากท้องใหญ่ ปัสสาวะบ่อย และความตื่นเต้นก่อนคลอด
  • ตกขาวมากขึ้น สีใสหรือขาวขุ่นเป็นเรื่องปกติ — แต่หากมีกลิ่น คัน หรือมีเลือดปน ควรปรึกษาแพทย์

การตรวจคัดกรอง GBS (Group B Streptococcus)

ตามแนวทางของ CDC [5] และ ACOG [2] คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับ การตรวจคัดกรองเชื้อ Group B Streptococcus (GBS) ในช่วงอายุครรภ์ 36 0/7 ถึง 37 6/7 สัปดาห์

GBS คืออะไร และทำไมต้องตรวจ

  • GBS คือเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus agalactiae ที่พบได้ตามปกติในช่องคลอดและทวารหนัก ของผู้หญิงประมาณ 1 ใน 4 คน — ไม่ได้แปลว่าเป็นโรค
  • ส่วนใหญ่ไม่มีอาการในตัวคุณแม่ แต่หากเชื้อผ่านไปยังทารกระหว่างคลอด อาจทำให้ทารกแรกเกิด เกิดการติดเชื้อรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • การคัดกรองทำง่าย ๆ ด้วยการ ป้ายตัวอย่างจากปากช่องคลอดและทวารหนัก (vaginal-rectal swab) ส่งตรวจเพาะเชื้อ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ไม่เจ็บ

หากผลออกมาเป็นบวก (+)

  • ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ — ความเสี่ยงป้องกันได้ด้วยการให้ ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด ระหว่างเจ็บครรภ์ ตามแนวทาง CDC [5] ยาที่ใช้และขนาดยาเป็นเรื่องของแพทย์ — คุณแม่ไม่ต้องจำเอง
  • ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดคลอด — GBS บวกไม่ใช่ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดคลอดในตัวมันเอง
  • เมื่อใกล้คลอดหรือเมื่อมีน้ำเดิน แจ้งทีมที่โรงพยาบาลทันทีว่าผล GBS เป็นบวก เพื่อให้ยาได้ทันเวลา (โดยทั่วไปต้องได้ยาอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนคลอด)

ในประเทศไทย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย [4] แนะนำการคัดกรอง GBS ในช่วงอายุครรภ์ปลายไตรมาสที่ 3 เช่นเดียวกับแนวทางสากล โรงพยาบาลส่วนใหญ่ในไทยมีบริการนี้

เตรียมกระเป๋าคลอดให้พร้อม

NHS [3] แนะนำให้กระเป๋าคลอดพร้อมตั้งแต่สัปดาห์ที่ 36 เพราะคลอดอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

สำหรับคุณแม่

  • บัตรประชาชน สมุดฝากครรภ์ บัตรประกัน เอกสารโรงพยาบาล
  • เสื้อผ้าหลวม ๆ ที่ใส่ออกจากโรงพยาบาลได้ (ท้องจะยังไม่ยุบทันที)
  • ผ้าอนามัยแบบหนาสำหรับหลังคลอด (maternity pad) อย่างน้อย 1 แพ็ก
  • กางเกงในแบบใช้แล้วทิ้ง หรือกางเกงในเก่าที่ไม่เสียดาย 5–7 ตัว
  • เสื้อชั้นในให้นม 2–3 ตัว และแผ่นซับน้ำนม
  • ของใช้ส่วนตัว: แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แชมพู ครีมอาบน้ำ ผ้าเช็ดตัว ที่รัดผม ลิปบาล์ม
  • รองเท้าแตะเดินสะดวก ถุงเท้าอุ่น ๆ
  • โทรศัพท์ + ที่ชาร์จสายยาว

สำหรับทารก

  • ชุดเด็ก (bodysuit) แขนยาว 3–5 ชุด พร้อมถุงเท้าและถุงมือกันเล็บข่วน
  • หมวกอ่อน ๆ 1–2 ใบ ทารกแรกเกิดเสียความร้อนจากศีรษะเร็ว
  • ผ้าห่อตัว 2–3 ผืน
  • ผ้าอ้อมสำเร็จรูปไซซ์แรกเกิด 1 แพ็กเล็ก (โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีให้ แต่เผื่อเอาไว้)
  • คาร์ซีท ติดตั้งในรถเรียบร้อย ก่อนวันคลอด — โรงพยาบาลหลายแห่งไม่ให้กลับบ้านโดยไม่มีคาร์ซีท

สำหรับคู่ชีวิต / ผู้ติดตาม

  • เสื้อผ้าเปลี่ยน 1 ชุด เผื่อค้างคืน
  • ของกินรองท้อง น้ำดื่ม (การรอคลอดอาจยาวนาน)
  • รายชื่อและเบอร์โทรญาติที่ต้องโทรแจ้งหลังคลอด
  • เงินสดย่อยสำหรับร้านสะดวกซื้อในโรงพยาบาล

เมื่อไหร่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

ติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการเหล่านี้:

  • น้ำเดิน — ของเหลวใสไหลออกจากช่องคลอด ไม่ว่าจะพรวดเดียวหรือไหลซึม ๆ ให้สังเกตสี กลิ่น และเวลาที่เกิด เพื่อแจ้งแพทย์
  • เลือดออกทางช่องคลอดสด ๆ มากกว่ามูกที่มีเลือดปน (bloody show ปกติพบใกล้คลอด)
  • เจ็บครรภ์สม่ำเสมอ ตามกฎ 5-1-1 (ทุก 5 นาที นาน 1 นาที ติดต่อกัน 1 ชั่วโมง)
  • ลูกดิ้นน้อยลงผิดปกติ — ควรนับการดิ้นทุกวัน ถ้าดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งใน 2 ชั่วโมงตอนทารกตื่น ให้ติดต่อแพทย์
  • ปวดศีรษะรุนแรงไม่หาย ตาพร่ามัว เห็นจุดดำ บวมหน้าและมือเฉียบพลัน — เป็นสัญญาณของ ภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) ที่ต้องการการดูแลฉุกเฉิน
  • ปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง ไม่หายแม้พักหรือเปลี่ยนท่า
  • ไข้สูงเกิน 38°C หรือหนาวสั่น
  • อาเจียนรุนแรง ดื่มน้ำไม่ได้

หลักง่าย ๆ — เมื่อไม่แน่ใจ ให้โทรปรึกษาแพทย์หรือไปโรงพยาบาล อย่ารอที่บ้านเพื่อ "ดูอาการ" ในไตรมาสนี้ ทีมห้องคลอดเคยชินกับสายปรึกษากลางดึก ไม่มีคำถามไหนเล็กเกินไปในช่วงนี้

สรุป

สัปดาห์ที่ 36 คือช่วงที่ทุกอย่างเริ่ม "เตรียมพร้อมให้จบ" ทารกในครรภ์เกือบครบกำหนด ร่างกายคุณแม่กำลังส่งสัญญาณเตือน และครอบครัวกำลังนับถอยหลังด้วยกัน

หลักสำคัญในสัปดาห์นี้:

  1. ตรวจ GBS ในช่วง 36 0/7 ถึง 37 6/7 สัปดาห์ และจดจำผลให้แม่นยำ
  2. กระเป๋าคลอดพร้อม + คาร์ซีทติดตั้ง ตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้
  3. เรียนรู้กฎ 5-1-1 และความต่างระหว่าง Braxton-Hicks กับเจ็บครรภ์จริง
  4. นับลูกดิ้นทุกวัน — การเปลี่ยนแปลงของการดิ้นเป็นสัญญาณที่สำคัญที่สุด
  5. คุยกับแพทย์ถึงแผนคลอด — ช่องคลอดหรือผ่าตัด ทางเลือกบรรเทาปวด ผู้ติดตามในห้องคลอด

ทุกครรภ์เดินทางต่างกัน ไม่ต้องเปรียบเทียบกับเพื่อนหรือคนในโซเชียล หากมีคำถามหรือกังวลใจอะไร โทรหาทีมฝากครรภ์ของคุณ — นี่คือสิ่งที่พวกเขามีไว้รับสาย

แหล่งอ้างอิง

  1. WHO — Recommendations on Antenatal Care for a Positive Pregnancy Experience (2016)
  2. ACOG — Preterm Labor and Birth (FAQ)
  3. NHS — Hospital Bag: What to Pack for Labor
  4. ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย — การตรวจ GBS
  5. CDC — Group B Streptococcus (GBS) Testing in Pregnancy