PREGNANCY · ตั้งครรภ์

ตั้งครรภ์ 18 สัปดาห์: ลูกดิ้นครั้งแรก อัลตราซาวด์ละเอียด และการดูแลตัวเองในไตรมาสสอง

ตั้งครรภ์ 18 สัปดาห์: ลูกดิ้นครั้งแรก อัลตราซาวด์ละเอียด และการดูแลตัวเองในไตรมาสสอง

ลูกดิ้นครั้งแรก — ความมหัศจรรย์ที่คุณแม่ไม่มีวันลืม สัปดาห์ที่ 18 คือสัปดาห์แห่งการ "รับรู้" ว่ามีชีวิตใหม่อยู่ในท้อง

ในสัปดาห์ที่ 18 ของการตั้งครรภ์ ลูกน้อยเติบโตขึ้นมีขนาดเท่าพริกหวาน และหลายคุณแม่เริ่มรู้สึกถึง ลูกดิ้นครั้งแรก (quickening) — ความรู้สึกเบาๆ คล้ายฟองอากาศพลิกตัวอยู่ในท้อง นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดของการตั้งครรภ์

บทความนี้รวบรวมข้อมูลจาก NHS [1], WHO [2] และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย [4]

พัฒนาการลูกในครรภ์สัปดาห์ที่ 18

ลูกในครรภ์มีความยาว ประมาณ 14.2 เซนติเมตร จากหัวถึงก้น — เทียบเท่าพริกหวาน ตามข้อมูลของ NHS [1] พัฒนาการสำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่:

  • การได้ยิน กำลังพัฒนา — ลูกเริ่มรับเสียงจากภายนอก ทั้งเสียงการเต้นของหัวใจแม่ เสียงลมหายใจ และเสียงพูดคุย
  • การกลืน และการดูดนิ้ว สะท้อนกลับเริ่มทำงาน
  • การรับสัมผัส ปลายนิ้วมือและนิ้วเท้ามีผิวหนังที่ไวต่อการสัมผัส
  • การขยับแขนขา เพิ่มมากขึ้น — นี่คือที่มาของ "ลูกดิ้น"
  • ไมอีลิน (myelin) เริ่มหุ้มเส้นประสาท — กระบวนการสำคัญที่จะดำเนินต่อเนื่องหลังคลอด

ลูกดิ้นครั้งแรก (Quickening) — รู้สึกได้เมื่อไหร่

ลูกดิ้นครั้งแรก คือช่วงเวลาที่คุณแม่เริ่มรับรู้การเคลื่อนไหวของลูกในท้องเป็นครั้งแรก ตามข้อมูลของ NHS [1] ความรู้สึกนี้มักปรากฏในช่วงสัปดาห์ที่ 16–24 และมักบรรยายว่าเป็น:

  • ความรู้สึกคล้าย "ฟองอากาศลอยขึ้น" หรือปีกผีเสื้อโบยบิน
  • ลมในท้องที่ขยับ — คุณแม่หลายคนสับสนในช่วงแรก
  • การดิ้นตัวเบาๆ ที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อสัปดาห์ผ่านไป

สิ่งที่ควรรู้:

  • คุณแม่ครรภ์แรก มักเริ่มรู้สึกลูกดิ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 18–20
  • คุณแม่ที่เคยมีลูกมาก่อน อาจรู้สึกได้เร็วกว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 16
  • ลูกดิ้นในช่วงแรกอาจไม่สม่ำเสมอ — ยังไม่ต้องนับชั่วโมงในสัปดาห์นี้
  • หากถึงสัปดาห์ที่ 24 แล้วยังไม่รู้สึกลูกดิ้นเลย ควรปรึกษาแพทย์

อัลตราซาวด์ละเอียด (Anatomy Scan) — ไม่ควรพลาด

อัลตราซาวด์ละเอียด (Anatomy Scan) เป็นการตรวจอัลตราซาวด์ที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของการตั้งครรภ์ NHS [1] แนะนำให้ทำในช่วง สัปดาห์ที่ 18–20 และ WHO [2] ระบุว่าการอัลตราซาวด์ก่อนอายุครรภ์ 24 สัปดาห์เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลก่อนคลอดตามมาตรฐาน

การตรวจนี้ประเมินอะไรบ้าง:

  • กายวิภาคของทารก — สมอง กระดูกสันหลัง หัวใจ (4 ห้อง) ไต กระเพาะอาหาร แขน ขา ริมฝีปาก
  • รก (placenta) — ตำแหน่งของรก หากรกอยู่ต่ำ แพทย์จะนัดตรวจซ้ำในไตรมาสสาม
  • น้ำคร่ำ — ปริมาณน้ำคร่ำรอบตัวทารก
  • ปากมดลูก — ความยาวปากมดลูก ตรวจสอบความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด
  • อายุครรภ์ — ยืนยันและปรับวันครบกำหนดคลอด (EDD) หากจำเป็น
  • เพศของทารก — นักอัลตราซาวด์อาจบอกเพศได้ หากคุณแม่ต้องการทราบ

ข้อควรรู้ก่อนตรวจ:

  • การตรวจใช้เวลาประมาณ 20–45 นาที และไม่เจ็บปวด
  • ผลตรวจ "ปกติ" ไม่ได้รับประกัน 100% ว่าลูกสมบูรณ์ทุกด้าน เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น
  • หากพบสิ่งผิดปกติ แพทย์จะนัดหารือและแนะนำการตรวจเพิ่มเติม

อาการที่คุณแม่อาจพบในสัปดาห์ที่ 18

เส้นดำกลางหน้าท้อง (Linea Nigra)

คุณแม่หลายคนสังเกตเห็น เส้นดำกลางหน้าท้อง (linea nigra) — เส้นสีเข้มพาดจากสะดือ ลงไปหัวหน่าว ตามข้อมูลของ NHS [1] อาการนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่กระตุ้นให้เม็ดสีเพิ่มขึ้น และมักจางหายไปหลังคลอดภายในไม่กี่เดือน

ปวดเอ็นรองรับมดลูก (Round Ligament Pain)

อาการปวดแปลบหรือตึงบริเวณด้านข้างท้องน้อย เกิดจากเอ็นที่รองรับมดลูกถูกยืดออก ขณะมดลูกขยายใหญ่ขึ้น เป็น ปวดเอ็นรองรับมดลูก (round ligament pain) ที่พบบ่อย ในไตรมาสสอง ไม่เป็นอันตราย แต่อาจทำให้ตกใจได้

วิธีบรรเทา:

  • ขยับตัวช้าๆ หลีกเลี่ยงการลุกขึ้นเร็ว
  • ประคบอุ่นบริเวณที่ปวด
  • พักนอนตะแคงข้างซ้าย วางหมอนรองท้องและขา

อาการอื่นๆ ที่พบในสัปดาห์นี้

  • ตะคริวที่น่อง โดยเฉพาะตอนกลางคืน เกิดจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงการไหลเวียนเลือด
  • เวียนศีรษะ จากความดันโลหิตที่ลดลงในไตรมาสสอง ลุกขึ้นช้าๆ เสมอ
  • เลือดกำเดาออก หรือเหงือกบวม จากเลือดที่ไหลเวียนมากขึ้น
  • ท้องผูก จากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ทำให้ระบบย่อยทำงานช้าลง
  • ผิวหน้าคล้ำขึ้น หรือฝ้า (chloasma) จากการเพิ่มของเม็ดสี

การดูแลตัวเองในสัปดาห์ที่ 18

โภชนาการและวิตามิน

WHO [2] แนะนำให้คุณแม่รับสารอาหารครบถ้วนตลอดการตั้งครรภ์:

  • กรดโฟลิก อย่างน้อย 400 ไมโครกรัมต่อวัน (ยังคงสำคัญแม้ผ่านช่วงไตรมาสแรกแล้ว)
  • วิตามินดี NHS [1] แนะนำ 10 ไมโครกรัมต่อวัน เพื่อสุขภาพกระดูกของแม่และลูก
  • ธาตุเหล็ก ป้องกันโลหิตจาง — อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อแดง ผักใบเขียวเข้ม ถั่ว
  • แคลเซียม สำคัญสำหรับการสร้างกระดูกของลูก — นม โยเกิร์ต ปลากระป๋องที่มีก้าง
  • วิตามินก่อนคลอด ควรรับประทานต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

การออกกำลังกาย

NHS [3] แนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 150 นาที ในระดับปานกลาง:

  • เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือโยคะสำหรับคนท้อง
  • การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (pelvic floor exercises) ทำทุกวัน เพื่อป้องกันปัสสาวะเล็ดและเตรียมร่างกายสำหรับการคลอด
  • หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทก หรือการออกกำลังกายในอากาศร้อนจัด

สิทธิการฝากครรภ์ในประเทศไทย

ในสัปดาห์ที่ 18 คุณแม่ควรได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ละเอียดตามนัด สำหรับผู้มีสิทธิ์บัตรทอง ผู้ประกันตน หรือสิทธิข้าราชการ การตรวจนี้ครอบคลุมโดยสิทธิการฝากครรภ์ตามระบบหลักประกันสุขภาพของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) [5]

เมื่อใดควรพบแพทย์ทันที

ติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันทีหากพบอาการต่อไปนี้:

  • เลือดออกทางช่องคลอด ในปริมาณมากกว่าจุดเลือดเล็กน้อย
  • ปวดท้องรุนแรง หรือปวดท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
  • ไข้สูง ร่วมกับหนาวสั่น
  • ปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่ามัว หรือบวมที่หน้าและมือ
  • ไม่รู้สึกลูกดิ้นเลย หลังจากเคยรู้สึกแล้ว (หากอายุครรภ์เกิน 20 สัปดาห์)
  • น้ำไหลออกจากช่องคลอด โดยไม่ทราบสาเหตุ

สรุป

สัปดาห์ที่ 18 ของการตั้งครรภ์เป็นสัปดาห์แห่งการ "เชื่อมต่อ" ระหว่างแม่และลูก ทั้งจากการรับรู้ลูกดิ้นครั้งแรก และการได้เห็นลูกอย่างละเอียดผ่านอัลตราซาวด์

หลักการดูแลตัวเองในสัปดาห์นี้:

  1. นัดอัลตราซาวด์ละเอียด ในช่วงสัปดาห์ที่ 18–20 ตามคำแนะนำแพทย์
  2. สังเกตลูกดิ้น และจดจำรูปแบบที่เริ่มคุ้นเคย
  3. รับประทานวิตามินก่อนคลอด อย่างต่อเนื่อง รวมถึงวิตามินดีและกรดโฟลิก
  4. ออกกำลังกาย อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทุกวัน
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ และตะแคงซ้ายเพื่อการไหลเวียนโลหิตที่ดี

หากมีข้อสงสัยใดๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โปรดปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลประจำครรภ์เสมอ

แหล่งอ้างอิง

  1. NHS — You and your baby at 18 weeks pregnant
  2. WHO Recommendations on Antenatal Care for a Positive Pregnancy Experience (2016)
  3. NHS Start for Life — Week 18 pregnancy guide
  4. ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย — Clinical Practice Guidelines
  5. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) — สิทธิการฝากครรภ์